Chapter EX-1 : ปฐมบทแห่งตำนาน DF

Episode X-2 : จ้าวกลยุทธ์เมฆา

 

     [ จ้าวกลยุทธ์เมฆา ] เป็นตำนานของผู้กล้าคนที่ 2 ในชุดตำนานของ 7 ผู้กล้าซึ่งเป็นที่เล่าขานกันมากในหมู่แม่ทัพหรือนายกองซึ่งต้องบัญชาการรบ เนื่องจากบุคคลในตำนานผู้นี้สามารถบัญชาการรบได้อย่างเฉียบขาดและถูกต้องจนน่ากลัว ขนาดที่กองกำลังในเมืองต่างๆยังต้องหวั่นเกรงเพียงได้ยินว่าชายผู้นี้บัญชาการรบอยู่กับฝั่งศัตรูไม่ว่ามันจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตามที...

 

     วีรกรรมในการบัญชาการรบของเขานั้นว่ากันว่าเขาสามารถใช้คนเพียง 5 คนหยุดยั้งกองทัพนับพันของจักรวรรดิเอาไว้ได้อย่างงดงามด้วยแผนการและกับดักที่เขาวางเอาไว้ ทว่าแม้จะไม่มีผู้คนให้เขาบัญชาการแต่ด้วยความสามารถในการต่อสู้ของเขาเองนั้นก็สูงส่งมากพอที่จะทำให้เหล่านักสู้ครั่นคร้ามที่จะประมือกับเขาอีกด้วย

 

     ตำนานเกี่ยวกับ [ จ้าวกลยุทธเมฆา ] นั้นเกี่ยวพันกับตำนานของ [ ราชันย์ดาบ ] ในฐานะของ “คู่แข่ง” ที่มีฝีมือสมน้ำสมเนื้อกันอีกทั้งพวกเขายังเป็นเพื่อนรักที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

 

     เรื่องราวทั้งหมดของจ้าวกลยุทธ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ โซล หรือ ราชันย์ดาบ ได้ปิดผนึก เทพอูเรนอส เอาไว้ที่โบราณสถานใจกลางป่าซึ่งตั้งอยู่ภายในหุบผาแห่งคำมั่น... อันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เออธูเรีย (Erthuria) ซึ่งตั้งอยู่ ณ สุดขอบมหาทวีปทางทิศตะวันออกติดกับอาณาจักร ฟาเออเรีย นั่นเอง...

 

-----

 

     @Magiara

     # เออธูเรีย เมืองแห่งผาต้องคำสัตย์

 

[ ซ่าๆๆๆ... ]

[ จิ๊บๆๆๆ~* ]

 

     หมู่วิหคต่างขับขานเสียงร้องเจื้อยแจ้วอย่างเบิกบานบนมวลไม้ที่พลิ้วไหวตามสายลมท่ามกลางสายตาเอื่อยเฉื่อยของบุรุษรูปงามซึ่งกำลังเหม่อมองภาพดังกล่าวผ่านหน้าต่างของบ้านพักกลางหุบเขาซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากผู้คนอย่างสันโดษ...

 

“ชีวิตมันช่างน่าเบื่อซะจริง... หลังจากเจ้าหมอนั่นได้รับตำแหน่งราชันย์ดาบก็หายตัวไปเลยแบบนี้แล้วเมื่อไหร่ชั้นจะได้สู้ตัดสินกับแกสักทีล่ะ... โซล”

 

      เสียงบ่นรำพันดังขึ้นอย่างเบื่อหน่ายกับความสงบสุขของบรรยากาศโดยรอบก่อนที่สมุดพกขนาดเล็กจะถูกหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาภายในบ้านพักซึ่งปักป้าย “รับจ้างสารพัด” เอาไว้....

 

     ...ร้านรับจ้างสารพัดแห่งนี้เป็นร้านภายใต้การครอบครองของ วิงก์ สกายไฮก์ (Wing Skyhigh) บุรุษผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในวงแคบในฐานะของ จ้าวกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของ โซล ในสมัยสงครามนักรบทาสนั่นเอง

 

     วิงก์ เคยคุมกองทัพกบฏเข้าปะทะกับโซล อยู่หลายต่อหลายครั้งเมื่อตนเองถูกว่าจ้างไป... เนื่องจากอาชีพหลักๆของเขานั้นมีอยู่ 2 อย่าง อันได้แก่การรับงานในฐานะของทหารรับจ้างและนักล่าสมบัติ ซึ่งหากเป็นงานอื่นๆนอกเหนือจากนี้เขาก็ยินดีที่จะรับงานหากแต่งานส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นอาชีพหลักๆของเขามากนักและการเข้าร่วมในสงครามเองก็ไม่ถือเป็นข้อยกเว้นเช่นกัน

 

     วิงก์ และ โซล เคยปะทะกันกลางสนามรบอยู่บ้างประปรายแล้วแต่สถานการณ์หากแต่การต่อสู้ของทั้งคู่กลับยังไม่สามารถตัดสินผลชี้ขาดกันได้เพราะเชิงดาบและลูกเล่นในการพลิกแพลงของ วิงก์ ไม่อาจรับมือกับ โซล ซึ่งรุกไล่อย่างไม่หวั่นเกรงต่อแผนของอีกฝ่าย ทว่าตัวเขาเองก็ไม่อาจไล่ล่า วิงก์ ซึ่งซ้อนแผนเป็นชั้นๆอย่างต่อเนื่องได้จนต้องสั่งถอนทัพกลับไปทั้งสองฝ่ายอยู่ทุกคราไป

 

     ดังนั้นการที่คู่แข่งอย่าง โซล ได้เป็นใหญ่เป็นโต มีอำนาจและชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วทุกสารทิศนั้นส่งผลให้ชายหนุ่มเกิดความอิจฉาริษยาและหวังว่าสักวันตนเองจะได้มีชื่อเสียงล้นฟ้าเฉกเช่นอีกฝ่ายบ้างนั่นเอง...

 

 

.....

 

[ ก๊อกๆๆๆ... ]

[ …..? ]

 

     เสียงเคาะประตูร้านดังขึ้นกลางราตรีอันเงียบงันหลังจากที่ วิงก์ เข้านอนไปได้เพียงครู่หนึ่งบ่งบอกว่าร้านของเขากำลังจะได้ต้อนรับการมาเยือนของใครบางคนซึ่งอาจจะไม่ใช่ลูกค้า เพราะมีบ่อยครั้งนักที่นักเดินทางหลงป่าได้เข้ามาขออาศัยพักแรมในบ้านของเขาเป็นครั้งคราว

 

[ แกร๊กๆๆ... ]

[ ….. / …..? ]

 

     ผู้มาใหม่สวมชุกคลุมบริเวณศีรษะเอาไว้เพื่อปิดบังใบหน้าท่ามกลางสีหน้าสงสัยของ วิงก์ ซึ่งกระชับดาบมีดสั้นซึ่งเหน็บเอาไว้ด้านหลังหากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น ทว่าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดยิ่งไปกว่านั้นเองที่ผู้มาใหม่ชิงเปิดปากขึ้นเสียก่อน

 

“ที่นี่คือที่พักของ วิงก์ สกายไฮก์ คู่ปรับของ โซล รีพเปอร์ [ ราชันย์ดาบ ] ใช่หรือไม่?”

“... เจ้าเป็นใคร?”

“เราเป็นใครนั้นไม่สำคัญ... แต่เราอยากจะจ้างเจ้าทำงานใหญ่สักเรื่องหนึ่งเจ้าสนใจจะฟังหรือไม่?”

“.....”

 

     แม้จะรู้สึกสงสัยในตัวตนของฝ่ายตรงข้ามอยู่บ้างแต่ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการจะว่าจ้างให้เขาไปทำงานให้จะไม่ต้องรับขับสู้ผู้มาเยือนเลยก็คงจะดูไร้มารยาทเกินไป... คิดได้ดังนั้นแล้ว วิงก์ จึงจัดแจงเชิญอีกฝ่ายให้เข้าไปภายในตัวร้านพลางจัดแจงเติมฟืนเข้าไปในเตาผิงและจัดแจงรินชาให้กับอีกฝ่ายอย่างพร้อมสรรพ

 

“ไม่ต้องมากพิธีมากนักก็ได้... ข้าอยากทราบว่าเจ้ายินดีจะรับงานของข้าหรือไม่?”

“... ถ้าไม่เป็นการรบกวนข้าอยากจะขอทราบชื่อของผู้ว่าจ้างและรายละเอียดของงานที่จะจ้างด้วย... ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงต้องของปฏิเสธงานที่ไม่รู้กระทั่งรายระเอียดและนามหรือกระทั่งใบหน้าของผู้ว่าจ้างเราได้...”

“.....”

 

[ พรึ่บ... ]

[ …..!!?!? ]

 

     ชุดคลุมบนศีรษะถูกปลดออกพร้อมๆกับใบหน้าที่ชายหนุ่มรู้จักดีซึ่งกำลังเผยรอยยิ้มเย็นออกมา... ผู้ที่กำลังจะว่าจ้างเขาคือท่านเคาท์ผู้สูงศักดิ์แห่ง ฟาเออเรีย นามว่าเคาท์ แวน เดอ ดีไลลา!!!

 

“ทีนี้... เจ้าจะยอมฟังเรื่องราวของข้าแล้วใช่ไหม?”

“.....”

 

     ความจริงแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ แวน ว่าจ้างชายหนุ่ม หากแต่ในครั้งก่อนๆอีกฝ่ายจะส่งลูกสมุนมาทำการติดต่อกับเขาพร้อมกับเงินค่าจ้าง... เพื่อใช้งานให้เขานำกองทัพกบฏของเคาท์แวนในการบุกเข้าตีเมืองฟาเออเรียและขึ้นเป็นพระราชาองค์ต่อไปนั่นเอง ทว่าแผนของเขากลับต้องล่มไม่เป็นท่าเมื่อ โซล ปรากฏตัวขึ้นมาและนำกองทัพนักรบทาสเข้าร่วมสงครามจนกองทัพกบฏถูกตีจนแตกพ่ายไปเนื่องจาก วิงก์ ได้ออกไปทำงานอื่นในช่วงสงครามตัดสินนั้นอย่างพอดิบพอดี

 

     แวน ไม่ได้กล่าวโทษอะไรกับ วิงก์ และยื่นข้อเสนอบางอย่างกับชายหนุ่มจนเขาเกิดความรู้สึกอยากจะทำงานในครั้งนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง

 

“เจ้าไม่อยากจะเอาชนะราชันย์ดาบและขึ้นเป็นใหญ่เหนืออีกฝ่ายหรือไร?”

“.....”

 

     ... แวน ต้องการจะปลดปล่อยเทพมาร อูเรนอส ซึ่งถูกผนึกเอาไว้ ณ วิหารใจกลางป่าขึ้นมาเพื่อบุกเข้าโจมตีเมืองฟาเออเรียอีกครั้งหนึ่งโดยที่ วิงก์ จะต้องติดตามเขาเข้าไปภายในวังและทำลาย ‘คทาแห่งซาลามันเดอร์’ (The wand of Salamander) ซึ่งทำหน้าที่สร้างมหากำแพงเพลิงป้องกันโบราณสถานแห่งนั้นอยู่

 

     แน่นอนว่า โซล ซึ่งดำรงตำแหน่งในฐานะราชันย์ดาบคงจะไม่อยู่เฉยหาก แวน มีการเคลื่อนไหวและคงจะเข้ามาขัดขวางเขาเป็นแน่... ดังนั้นท่านเคาท์จึงต้องการที่จะว่าจ้าง วิงก์ ติดตามเขาไปไปในฐานะองครักษ์และเข้าปะทะเพื่อตัดสินชี้ขาดกับ โซล ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปหากจำเป็นแล้วค่อยกลับมาผนึก อูเรนอส กลับไปไว้ที่เดิมในภายหลัง...

 

     เมื่อได้ไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ วิงก์ จึงตกลงรับข้อเสนอของ แวน และเดินทางเข้าไปยังเมืองฟาเออเรียพร้อมกับอีกฝ่ายในทันที...

 

 

.....

 

[ ปังๆๆๆๆๆ!!! ]

[ กี๊ซซซ~!!!!! ]

[ ตึง... โครม!!! / …..!!?!? ]

 

     มังกรร่างสูงกว่า 5 เมตร ถูกโค่นลงด้วยฝีมือของ วิงก์ ท่ามกลางแววตาตื่นตะลึงของ แวน ซึ่งเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆเมื่อมังกรป่าตัวหนึ่งจู่โจมเข้าใส่พวกเขาซึ่ง แวน คิดว่าพวกตนคงไม่แคล้วได้จบชีวิตลงเสียตรงนี้เสียแล้ว...

 

“ปลอดภัยรึเปล่าท่านเคาท์?”

“จะ... เจ้า... ฝีมือดีมากเลย!!! ถ้าเป็นเจ้าละก็การที่จะพิชิตราชันย์ดาบคงจะไม่ใช่ความฝันอีกแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

“... คืนนี้เราคงต้องพักค้างแรมกันที่นี่... ท่านคงไม่รังเกียจที่จะทานเนื้อมังกรใช่ไหม?”

“เนื้อมังกร? เอามาสิ!!! ถ้าเจ้าทำอร่อยข้าก็อยากจะลองดูเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

“.....”

 

     เนื้อมังกรถูกแล่ออกมาย่างและปรุงรสอย่างพิถีพิถันก่อนที่ตัวเนื้อฉ่ำน้ำซุปจะถูกวางลงบนใบไม้ขนาดใหญ่และส่งให้กับท่านเคาท์ซึ่งจ้องมองเนื้อชิ้นนั้นท่ามกลางน้ำลายที่ไหลเยิ้ม

 

[ กร้วม!!! หยับๆๆๆ... ]

 

     ทั้งคู่รับประทานเนื้อมังกรอย่างเอร็ดอร่อยในขณะที่ วิงก์ ลอบคิดภายในใจว่าฝีมือของตนในตอนนี้มากพอที่จะพิชิตคู่ปรับตลอดกาลของเขาแล้วหรือไม่ หลังจากที่เขาพยายามฝึกปรือฝีมือให้ก้าวหน้าขึ้นเมื่อได้ยินว่า โซล ผ่านพิธีสืบทอดตำแหน่งราชันย์ดาบซึ่งจะช่วยให้ฝีมือของอีกฝ่ายก้าวหน้าขึ้นแบบก้าวกระโดด

 

     ทว่าการฝึกฝีมือเพียงอย่างเดียวคงไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายซึ่งสืบทอดวิชาการต่อสู้จากราชันย์ดาบรุ่นก่อนๆมาได้ ดังนั้นตัวเลือกเสริมที่เขาคิดขึ้นมาได้ก็คือการหาอาวุธระดับสูงมาช่วยเสริมในส่วนของฝีมือที่เขาขาดไป... และอาวุธที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็คืออาวุธที่ว่านั้น

 

     “ดาบปืนแห่งยุทธศาสตร์” (Gun-blade of Strategy) คือชื่อของอาวุธชิ้นนี้... ซึ่งความสามารถของมันคือการพลิกแพลงรูปแบบการต่อสู้ได้อย่างมากมายมหาศาลตามแต่อัญมณีที่ผู้ถือครองจะเลือกใส่เข้าไปภายในช่องบนใบดาบ โดนอัญมณีที่ว่านี้มีจำนวนรูปแบบหลากหลายชนิดและกระจายออกไปทั่วราชอาณาจักรตามที่เขาอ่านเจอในบันทึกของ “จอมโจรมายา ลาล่า” ที่เขาบังเอิญไปพบเข้าภายในถ้ำแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ...

 

     ในตอนแรก วิงก์ ไม่คิดว่าอาวุธชิ้นนี้จะมีความสามารถจริงๆดั่งที่ในบันทึกบอกเอาไว้ ทว่าเมื่อได้ลองใช้มันร่วมกับอัญมณีที่ติดมาด้วยแล้วทำให้เขาทราบว่าอาวุธชิ้นนี้ทรงพลังมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้และน่าจะช่วยให้เขาเอาชนะ โซล ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก... ทว่าความกังวลใจก็ยังคงรุมเร้าจิตใจของชายหนุ่มว่าฝีมือของเขาร่วมกับอาวุธเหล่านี้มันเพียงพอในการเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญแล้วหรือไม่...

 

 

.....

 

     หลังจากเร่งเดินทางได้ไม่กี่วันนั้นคนทั้งสองก็เดินทางกลับมาถึงปราสาทหลวงแห่งฟาเออเรียโดยที่ แวน จะเดินทางเข้าไปพบองค์ราชาเพื่อถ่วงเวลาในขณะที่ วิงก์ ต้องเดินทางลงไปยังชั้นใต้ดินตามแผนที่ๆเขาได้รับมาและทำลายตัวคทาลงให้ได้ตามแผนที่วางเอาไว้ โดยเวลาที่ วิงก์ ตกลงกับแวนเอาไว้คือ 1 ชั่วโมง...

 

     ทว่าการเดินทางของเขากลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดเอาไว้เมื่อชายหนุ่มต้องปะทะกับ 4 ผู้พิทักษ์ซึ่งทำหน้าที่อารักขา ‘คทาแห่งซาลามันเดอร์’ อยู่...

 

 

.....

 

[ Spread Shower Bolt!!! ]

[ ปัง!!! ปุๆๆๆ... ]

[ พิ้งๆๆๆๆๆ!!! ]

 

     กระสุนเพียง 1 นัดถูกยิงขึ้นกระทบกับเพดานห้องก่อนที่ตัวกระสุนจะแตกออกเป็นหยาดฝนสายฟ้าซึ่งแตกกระจายออกไปทั่วบริเวณห้องเพื่อกำราบผู้พิทักษ์ตนแรกลงด้วยการผสมผสานอัญมณีมนตราถึง 3 เม็ดเข้าด้วยกันของ วิงก์

 

[ ฮู่มมมมม!!!!! ]

[ ฟู่วๆๆๆ... / แฮ่กๆๆๆ... ]

 

     ปีศาจเพลิงเพลิง อีฟริท (Ifrit) ถูกห่ากระสุนสายฟ้าจู่โจมเข้าใส่จนเปลวเพลิงบนร่างของมันมอดดับลงพร้อมๆกับร่างที่สูญสลายหายไปในอากาศท่ามกลางน้ำเสียงเหนื่อยหอบของ วิงก์ ซึ่งเสียเวลากับผู้พิทักษ์ตนแรกไปถึง 20 นาทีด้วยกัน และหากผู้พิทักษ์ตนที่ 2 ยังคงกินเวลานานขนาดนี้เกรงว่าเขาคงไม่อาจทำลายตัวคทาและย้อนกลับไปได้ทันภายในเวลาที่กำหนดอย่างแน่นอน...

 

“แฮ่กๆๆ... เห็นทีคงออมมือไม่ได้ซะแล้วกระมัง...”

 

     ... เหตุที่ วิงก์ เสียเวลาไปนานถึงขนาดนั้นเป็นเพราะว่าเขาอยากจะสงวนพลังงานของอัญมณีมนตราเอาไว้ เนื่องจากการใช้พลังจากอัญมณีมนตราจะส่งผลให้พลังของมันเสื่อมถอยลงและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอยู่นานพอสมควร... ซึ่งชายหนุ่มอยากจะสงวนพลังของอัญมณีเหล่านี้เอาไว้เพื่อใช้สู้กับ โซล หรือ อูเรนอส ทว่าด้วยฝีมือของผู้พิทักษ์ทำให้เขาหมดทางเลือกและใช้พลังของอัญมณีเข้าต่อสู้ในท้ายที่สุด...

 

 

.....

 

[ วูบ... ตึงงงง!!! ]

[ ฟู่วๆๆๆ... / แฮ่กๆๆๆ!!! ]

 

     ผู้พิทักษ์ตนสุดท้ายถูกโค่นลงพร้อมๆกับการใช้พลังจากอัญมณีมนตราเม็ดสุดท้ายของ วิงก์... ในขณะที่คทาแห่งซาลามันเดอร์ปรากฏสู่สายตาของชายหนุ่มในท้ายที่สุด

 

“เอาล่ะ... หลังจากทำลายคทานี้ลงได้ก็เหลือแค่ปลดปล่อย อูเรนอส และเตรียมตัวปะทะเข้ากับเจ้าหมอนั่นสินะ...”

“... หึๆๆๆๆ...”

“.....!!?!?”

 

[ แกร๊กๆ!!! ]

 

     อาวุธคู่ใจของายหนุ่มถูกคว้าขึ้นมาและเล็งเข้าไปในความมืด ณ บริเวณที่เขาได้ยินเสียงหัวเราะแปลกๆ... ซึ่งชายหนุ่มสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอันดำมืดซึ่งลึกล้ำจนยากที่จะหยั่งถึงพร้อมๆกับการปรากฏตัวของเงาร่างสีดำภายใต้หมอกควันสีทมิฬซึ่งบดบังเรือนร่างส่วนใหญ่ของอีกฝ่ายเอาไว้จนมิด

 

“เจ้าเป็นใครกันน่ะ...?”

“หึๆๆๆๆ... ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!!!!!”

 

[ วู้มมม... ]

[ …..!?! ]

 

     เงาร่างสีดำนั้นค่อยๆกลืนหายเข้าไปกับความมืดของห้องใต้ดินพร้อมๆกับสัมผัสประหลาดที่เลือนหายไปพร้อมๆกันท่ามกลางความสับสนของ วิงก์ ที่ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...

 

“ภาพหลอน... ไม่สิ สัมผัสเมื่อกี้ไม่ใช่ภาพหลอนแน่ๆ... แต่เจ้าหมอนั่นเป็นใครกันแน่นะ?”

 

     ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงชายปริศนาเมื่อครู่นี้อยู่พักใหญ่ๆพลางจ้องมองคทาแห่งซาลามันเดอร์ที่เขานำออกมาจากแท่นบูชาเมื่อครู่นี้... ก่อนที่เขาจะตัดสินใจทำลายมันลงในท้ายที่สุด!!!

 

[ ควับๆๆๆ... ฉับ!!! ]

[ เปรี๊ยะๆๆๆ... เพล๊งงงง!!!!! ]

 

     ตัวคทาหมุนคว้างอยู่กลางอากาศก่อนที่ดาบของ วิงก์ จะสะบั้นมันออกเป็นสองท่อนภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวซึ่งส่งผลให้ตัวคทาแตกสลายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยไปในทันทีที่พลังเวทมนตร์ซึ่งหล่อเลี้ยงตัวคทาถูกทำลายลงไปพร้อมๆกันนั้นเอง...

 

[ ครืนนนนน!!! ]

[ ….. ]

 

     ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อภูเขาไฟนอกตัวเมืองเกิดการปะทุขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ตัวคทาซึ่งคอยปกปักษ์พิทักษ์อาณาจักรแห่งนี้ถูกทำลายลงไปนั้นเอง

 

“ก็คิดอยู่หรอกว่าการทำลายคทาคงก่อให้เกิดผลกระทบตามมา... หวังว่าตัวเมืองคงไม่ได้รับความเสียหายมากจนเจ้าเคาท์นั่นไม่เหลืออะไรให้ปกครองก็แล้วกันนะ...”

 

[ ฟุ่บ... ]

 

     ร่างของ วิงก์ พุ่งทะยานกลับขึ้นไปเหนือตัวปราสาทเพื่อมุ่งตรงไปยังจุดนัดพบที่กำหนดเอาไว้ซึ่ง แวน และกองทหารส่วนตัวของเขากำลังรอชายหนุ่มอยู่ก่อนแล้ว...

 

“เจ้าทำได้สำเร็จหรือไม่?”

“... ดูจากภูเขาไฟที่ปะทุนี่เจ้าก็น่าจะเดาได้นะว่าข้าทำสำเร็จหรือไม่...”

“ฮ่า!!! งั้นพวกเราควรจะเร่งเดินทางไปยังโบราณสถานเพื่อรีบปลุก อูเรนอส ขึ้นมาก่อนที่ทางวังหลวงจะส่งกองทหารติดตามข้ามา... แต่กว่าจะส่งกองทหารตามข้ามาได้ก็คงอีกนานอยู่เพราะพวกมันต้องรีบไปอพยพชาวเมืองเสียก่อน... ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

“.....”

 

     แม้จะรู้สึกขัดใจที่ แวน เลือกที่จะทำตามเป้าหมายของตนเองเพื่อแย่งชิงอำนาจโดยไม่สนใจชาวเมืองที่เดือดร้อน... หากแต่เขาเองก็มีส่วนร่วมในการกระทำครั้งนี้ซึ่งตัวเขาเองก็มีเป้าหมายในการเอาชนะ โซล อยู่เช่นกัน ดังนั้นต่อให้คนทั้งโลกประณามเขาว่าเป็นมารร้ายเขาก็จะไม่ยุติแต่เพียงเท่านี้และทำตามแผนต่อไปจนกว่าเขาจะได้สู้ตัดสินกับ โซล ตามที่คาดหวังเอาไว้…

 

(รีบๆมาหาข้าสิ โซล... ก่อนที่เรื่องเหล่านี้จะบานปลายจนยากที่จะแก้ไข...)

 

 

.....

 

     เมื่อคทาแห่งซาลามันเดอร์ซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์ตัวเมืองถูกทำลายลงไปทำให้สัตว์อสูรรุกล้ำเข้ามาภายในอาณาจักรอย่างไม่ขาดสายจนกองกำลังทหารถูกกดดันอย่างหนักและไม่สามารถออกไล่ล่า แวน และ วิงก์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการทำลายคทาพิทักษ์เมืองได้

 

     ทว่าแม้จะไม่ถูกกองทหารตามล่าแต่การเดินทางของพวก วิงก์ เองก็ต้องประสบปัญหาจากสัตว์อสูรที่จู่โจมเข้ามาเป็นระลอกๆจนกองทหารของแวนต่างบาดเจ็บและล้มตายไปไม่น้อย แต่ด้วยการบัญชาการรบและวางแผนของ วิงก์ ทำให้ทหารส่วนใหญ่สามารถรอดชีวิตมาได้ทำให้กองทหารของ แวน ต่างเลื่อมใสในตัวชายหนุ่มและให้ความไว้วางใจกับเขาอย่างมาก

 

     การเดินทางกินเวลายาวนานอยู่หลายวันจนกระทั่งพวกเขาเดินทางไปถึงตัวโบราณสถานจนได้ ทว่าเหล่าสัตว์อสูรในบริเวณดังกล่าวกลับมีจำนวนหนาแน่นมากกว่าที่คิด... กองทหารของ แวน อาสาที่จะอยู่ต้านพวกมันในขณะที่ วิงก์ และ แวน ลงไปปลดผนึก อูเรนอส ณ บริเวณชั้นใต้ดินของตัววิหาร...

 

“... ที่นี่คือ?”

“แท่นบูชาที่เจ้าทาสนั่นปิดผนึก อูเรนอส เอาไว้ยังไงล่ะ...”

“.....”

 

     ‘เจ้าทาส’ ที่อีกฝ่ายกล่าวถึงคงไม่พ้น โซล คู่แข่งตัวฉกาจของเขาเป็นแน่... ดังนั้นตามเรื่องราวที่เขาได้ยินมานั้นสิ่งแรกที่เขาจะต้องทำก็คือการทำลายอัญมณีทั้ง 8 ซึ่งตรึงอยู่ตามจุดต่างๆของอักขระมนตราบนตัวพื้นก่อนที่จะทำลายอัญมณีสีดำซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางของอักขระมนตราเหล่านี้เป็นลำดับสุดท้าย

 

“หืม... นี่มัน!?!”

“อะไรเรอะ???”

“.....”

 

[ แกร๊กๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     ผลึกอัญมณีบนตัวพื้นถูกงัดแงะด้วยอาวุธคู่ใจอยู่นานสองนานทว่าจนแล้วจนรอดชายหนุ่มก็มิอาจนำมันออกมาจากวงอักขระบนตัวพื้นได้ ทว่าสิ่งที่เขาแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ…

 

( เหตุใดอัญมณีธาตุซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของอาวุธคู่กายเขาจึงถูกใช้เป็นอุปกรณ์ในการสะกดเทพมารกันนะ? )

 

     ... อัญมณีบนตัวพื้นนั้นคืออัญมณีธาตุทั้ง 8 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงสว่าง ความมือ พฤกษา และ เหมันต์ซึ่งจัดเป็นธาตุบริสุทธิ์ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความสามารถของอาวุธคู่กายของเขา... ดังนั้นการทำลายอัญมณีธาตุเหล่านี้ตามความตั้งใจในคราแรกจึงต้องยกเลิกไปและเปลี่ยนมาเป็นการแกะผลึกธาตุเหล่านี้อย่างทะนุถนอมแทน...

 

[ แกร๊กๆๆ... กริ๊ก!!! ]

[ พรึ่บ!!! / …..!?! ]

 

     ปลายดาบบรรจงแซะลงบนอัญมณีบนตัวพื้นจนกระทั่งอัญมณีสีแดงหลุดออกมาพร้อมๆกับเปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นบนตัวอัญมณีอย่างร้อนแรงท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจของ แวน ซึ่งยืนมองอยู่ใกล้ๆกันนั้นเอง

 

“นั่นมันอะไรน่ะ? ไม่ใช่อุปกรณ์ในการผนึกเทพมารอย่างนั้นเรอะ?”

“นั่นมันก็ใช่... แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นอุปกรณ์ที่ข้าตามหามานานเช่นกัน...”

“... เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะน่า!!! ทำไมเจ้าไม่รีบทำลายผนึกทั้ง 8 นี่แล้วรีบปลดปล่อย อูเรนอส ออกมาซะล่ะ?”

“ข้าจะไม่ทำลาย... แต่ผนึกทั้ง 8 นี้ข้าจะเอามันมาใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง”

“เออๆๆ... เจ้าจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าแต่รีบๆเข้าหน่อยละ!!! ข้าไม่อยากเสี่ยงให้กองทหารของข้าถูกกำจัดจนเหล่าอสูรลงมาฆ่าข้าทิ้งหรอกนะ!!!”

 

     แม้จะรู้สึกขัดใจอยู่เล็กน้อยแต่ชายหนุ่มก็ยอมเร่งการแงะผลึกธาตุทั้ง 8 จนกระทั้งตัวผลึกทั้งหมดถูกเก็บเข้าสู่กระเป๋ามิติของชายหนุ่มจนเกลี้ยงในขณะที่อัญมณีสีดำใจกลางตัวห้องเปล่งออร่าสีดำมืดอันน่าสะอิดสะเอียนออกมาอย่างรุนแรง...

 

( สัมผัสพลังรุนแรงจริงๆ... อะไรก็ตามที่ถูกผนึกอยู่คงมีฝีมือร้ายกาจมากแน่ๆ... )

 

“พูดจ้องอะไรอยู่? รีบๆทำลายผนึกเร็วๆเข้าสิ!!!”

“รู้แล้วละน่า...”

 

[ วูบบบ... ]

 

     ตัวดาบถูกเงื้อขึ้นเหนือศีรษะก่อนที่ใบดาบจะถูกตวัดลงมาอย่างสุดแรงในขณะที่ วิงก์ ได้ยินเสียงแผ่วเบาของใครบางคนดังขึ้นในห้วงความคิดว่า

 

( อย่างทำนะ!!! )

[ …..!!?!? ]

[ เปรี้ยงงงง!!!!! ]

[ อึ๊ก!?! / อ๊ากกกก!!!!! ]

 

     ปลายดาบสะบั้นลงบนอัญมณีสีดำอย่างสุดแรงพร้อมๆกับคลื่นพลังมหาศาลที่ระเบิดออกมาจนส่งผลให้ร่างของ วิงก์ และ แวน ปลิวกระเด็นออกไปในอากาศและกระแทกเข้ากับตัวกำแพงในเวลาไม่นานนัก

 

[ โครม!!! / กร๊อบ!!! ]

 

     วิงก์ สามารถตั้งหลักกลางอากาศและใช้แผ่นหลังเป็นจุดกระแทกได้อย่างทันท่วงที... ทว่าตัวของ แวน นั้นกลับกระแทกส่วนหัวและลำคอเข้ากับตัวกำแพงเสียก่อนจนส่งผลให้ลำคอของเขาบิดไปในทิศทางที่ผิดธรรมชาติจนเจ้าของร่างขาดใจตายภายในชั่วพริบตา...

 

“อั๊ก!!! โขลกๆๆ...”

 

[ ถุด... แหมะ!!! ]

 

     ก้อนเลือดถูกบ้วนออกมาจากปากอย่างเจ็บปวดเมื่ออวัยวะภายในบอบช้ำจากการกระแทกอย่างหนักในขณะที่ร่างของบุรุษรูปงามรายหนึ่งลอยตัวอยู่กลางอากาศข้างๆแท่นบูชาพลางแสยะยิ้มบางๆให้กับ วิงก์ ซึ่งกำลังจ้องมองบุรุษผู้มาใหม่ด้วยความสับสน...

 

“แหมๆๆ... คราวนี้ถูกผนึกไปแค่ไม่กี่เดือนก็ถูกปล่อยออกมาซะแล้ว... มนุษย์นี่ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบางเสียจริงเลยนะครับ”

“กะ... แกเป็นใครกัน?”

“โอ้!!! คุณคือคนที่ปลดปล่อยผมออกมาในคราวนี้สินะครับ?”

“ชั้นถามว่าแกเป็นใคร!!!”

 

     ผู้มาใหม่จ้องมอง วิงก์ ราวกับจ้องมองแมลงตัวจ้อยตามพื้นดินก่อนที่น้ำเสียงทุ้มนุ่มจะเอ่ยตอบคำถามของชายหนุ่มกลับมาว่า

 

“นามของผมคือ อูเรนอส... อย่างคุณน่ะรู้เท่านั้นก็เพียงพอแล้วละ”

“.....!!!”

 

     ‘นี่หรือเทพมาร อูเรนอส?’ วิงก์ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาตื่นตะลึงเมื่ออีกฝ่ายนั้นดูมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาและคำพูดที่แสดงถึงความเป็นกันเองไม่ถือตัว... หากแต่พลังที่เปล่งออกมาและบรรยากาศหนักอึ้งนั้นช่วยยืนยันถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

 

“แกมันอันตรายเกินไป... เห็นทีชั้นคงต้องผนึกแกกลับเข้าไปในตัวผลึกอีกครั้งนึงแล้วละ!!!”

“โอ... เกรงว่าผมคงยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้หรอกนะ”

 

[ เปรี๊ยะ!!! กร๊อบๆๆ... ]

[ อะไรกัน!?! ]

 

     เกิดรอยปริร้าวท่ามกลางการแตกระแหงของพื้นวิหารจนอักขนระบนตัวพื้นถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดีท่ามกลางแววตาที่เบิกค้างของ วิงก์ และรอยยิ้มบางของ อูเรนอส ซึ่งจ้องมองสีหน้าของชายหนุ่ม้วยท่าทีเบิกบานอย่างเห็นได้ชัด

 

“อาร้าๆ~* แบบนี้เห็นทีคุณคงผนึกผมกลับเข้าไปอีกครั้งไม่ได้แล้วสินะครับ? เพราะตัวอักขระโบราณเหล่านี้ถูกทำลายลงไปซะแล้ว แถมดูท่าคุณเองก็คงใช้เวทมนตร์เก่าคร่ำครึแบบนี้ไม่ได้ด้วยใช่ไหม?”

“... ถ้าอย่างนั้นชั้นจะจัดการแกแล้วลากแกกลับไปให้เหล่าจอมเวทย์ที่เมืองช่วยกันผนึกแกเอง!!!”

“ฮะๆๆๆ... เอาสิครับถ้าคุณมีปัญญาล้มผมละก็นะ”
“ไม่ต้องมาท้า!!!”

 

[ ฟุ่บ... เปรี้ยงงง!!!!! ]

[ เคร๊ง... ตึง.!. โครม!!! ]

 

     ชายหนุ่มพุ่งเข้าโรมรันและหวดอาวุธของตนเข้าใส่ อูเรนอส อย่างต่อเนื่องและรุนแรง... ทว่าเทพมารกลับยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่และตวัดดาบแสงสีดำที่สร้างขึ้นมาจากพลังเวทมนตร์ของตนเข้าตั้งรับด้วงท่าทีสบายๆราวกับกำลังเล่นสนุกอยู่ก็มิปาน

 

     การต่อสู้กินเวลานานเท่าใดก็มิทราบ ชายหนุ่มรู้เพียงว่าทุกกระบวนท่าและกลยุทธ์ที่เขางัดออกมาใช้นั้นไม่สามารถทำอันตรายแก่ อูเรนอส ได้เลยแม้เพียงนิด กระทั่งผลึกธาตุอันทรงพลังทั้ง 8 ที่เขางัดออกมาจากอักขระมนตราก็มิอาจพิชิตเทพตรงหน้าเขาลงได้จนกระทั้งกำลังกายและกำลังใจของชายหนุ่มดำเนินมาจนถึงขีดสุด...

 

[ กึ้ง!!! แฮ่กๆๆๆ... ]

[ แปะๆๆๆ~* ]

 

“แหม... ไม่นึกเลยว่านอกจากราชันย์ดาบแล้วจะยังมีมนุษย์ที่แข็งแกร่งแบบคุณอยู่อีก...”

 

     วิงก์ ปักดาบของตนลงบนตัวพื้นวิหารซึ่งบัดนี้พังทลายจากการต่อสู้โดยไม่เหลือเค้าเดิมท่ามกลางเสียงปรบมือและคำชื่นชมของ อูเรนอส ทว่าชายหนุ่มกลับเห็นว่านั่นเป็นคำเปรียบเปรว่าเขานั้นฝีมือด้อยเสียยิ่งกว่า โซล คู่แข่งที่เคยผนึกอีกฝ่ายเอาไว้ ณ ที่นี้เสียมากกว่า

 

“เอาล่ะ... หมาเวลาเล่นสนุกกันเสียทีนะครับ!!!”

 

[ ควับ... โครมมมม~!!!!! ]

[ ครืนๆๆๆ... ]

 

     ใบดาบแสงของ อูเรนอส ตวัดไปในอากาศจนเกิดคลื่นพลังทำลายตัววิหารจนหายไปถึง ¼ ส่วนซึ่งนั่นรวมไปถึงตัววิหารที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปด้วย ทำให้แท่นบูชาใต้ดินถูกซากปรักหักพังถล่มลงมาทับจนฝุ่นควันคละคลุ้งขึ้นไปจนถึงบนท้องฟ้า

 

[ ครึ่กๆๆๆ... ]

 

     ร่างของ อูเรนอส ลอยขึ้นมาจากใจกลางซากปรักหักพังท่ามกลางออร่าสีดำซึ่งปกคลุมอยู่โดยรอบร่างกายในขณะที่ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าที่เคยเป็นเมื่อชั่วพริบตาก่อนที่เขาจะลงดาบสุดท้ายนั้นบุรุษผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมาขวางเขาเสียก่อน

 

“แหมๆๆ... ไม่นึกเลยว่าคุณจะมาร่วมสนุกกับผมด้วยนะครับ [ ราชันย์ดาบ ]”

 

[ เปรี้ยงงง!!! ]

[ โครมๆๆๆ... ]

 

     กองหินของโบราณสถานถูกระเบิดออกมาด้วยพลังทำลายจากดาบบางในมือของบุรุษนายหนึ่งซึ่งกำลังพยุงร่างของ วิงก์ ออกมาในสภาพที่บอบช้ำไม่ต่างกันสักเท่าไร

 

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับ โซล รีฟเปอร์...”

“แก… อูเรนอส!!!”

 

     โซล จ้องมองบุคคลเบื้องหน้าด้วยแววตาเคียดแค้นระคนสับสนในขณะที่ อูเรนอส เบิกยิ้มกว้าอย่างถูกอกถูกใจเมื่อศัตรูที่แข็งแกร่งปรากฏกายขึ้นมาอีกคราหนึ่ง

 

“ชั้นไม่รู้นะว่าแกออกมาจากผนึกได้ยังไง... แต่ว่าชั้นจะจับแกผนึกกลับเข้าไปในที่ๆแกควรอยู่เดี๋ยวนี้แหละ!!!”

“เกรงว่าคงจะไม่ได้หรอกนะครับ... เพราผมทำลายอักขระมนตราไปเรียบร้อยแล้ว...”

“อะไรนะ!?! แก...”

“โอ๊ะโอ... คุณคิดว่าจะชนะผมได้เหรอครับ? ในเมื่อครั้งก่อนคุณเองก็ทำได้เพียงฝ่าผมไปยังแท่นบูชาเพือ่ผนึกผมเท่านั้นเองนี่นา?”

“กรอด...”

 

     โซล นั้นรู้ตัวดีว่าตนเองนั้นคงไม่มีปัญญาโค่นอีกฝ่ายลงเป็นแน่ เพราะในคราก่อนนั้นกว่าเขาจะใช้กระพวนท่าที่คิดค้นขึ้นมาเองในการตีฝ่าอีกฝ่ายไปและผนึกอีกฝ่ายลงได้นั้นยังดูราวกับความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงในความทรงจำของเขา แต่ครานี้ อูเรนอส กลับมาอีกครั้งพร้อมกับพลังที่ดูจะเพิ่มพูนขึ้นมากกว่ากาลก่อนย่อมไม่ใช่คู่มือที่เขาจะต่อกรด้วยได้เลยแม้แต่น้อย

 

“... ถ้ายังไงจะถอยกลับไปก่อนไหมล่ะครับ? เพราะคุณในตอนนี้ไม่มีทางเอาชนะผมได้ซึ่งคุณเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจดีจริงไหม?”

“แก... คิดจะดูถูกกันรึยังไง!!!”

“พวกคุณเป็น [ ของเล่น ] ชั้นดีที่หาได้ยากยิ่ง... ถ้าผมทำพวกคุณพังง่ายๆผมก็ไม่มีอะไรจะเล่นกันพอดีสิครับ สู้กลับไปคิดหาวิธีเอาชนะผมแล้วค่อยกลับมาใหม่จะดีกว่าไหม?”

“หน่อยแน่!!!”

 

[ หมับ!!! / …..!?! ]

 

     ก่อนที่ โซล จะกระโจนเข้าหาอีกฝ่ายนั้นเองที่ วิงก์ คว้าไหล่ของเขาเอาไว้พลางส่ายหน้าช้าๆเป็นเชิงเตือนว่าพวกเขานั้นไม่มีโอกาสชนะได้เลยแม้แต่น้อย... แม้จะรู้สึกเจ็บใจแต่ โซล เองก็รู้ตัวดีว่าฝีมือของเขานั้นไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่ายจริงๆนั่นแหละ

 

[ ฟุ่บๆ... ตึกๆๆๆๆ!!! ]

[ ฮึๆๆๆ... ]

 

     วิงก์ และ โซล มุ่งหน้ากลับไปยังฟาเออเรียด้วยความรู้สึกเจ็บแค้นในเบื้องลึกที่ตนเองนั้นอ่อนแอจนทำได้เพียงวิ่งหนีจากศัตรูที่แข็งแกร่งตรงหน้พวกตนเพียงเท่านั้น...

 

 

.....

 

     โซล และ วิงก์ เข้าพบ แฟลล์รีส ราชาแห่งฟาเออเรียเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับการกลับมาของเทพมารและการร้องขอเพื่อเตรียมกองทัพในการเข้าต่อสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่าง อูเรนอส ซึ่งเคยสร้างกองทัพผีดิบขึ้นมาเมื่อ 3 เดือนก่อน

 

[ ตึกๆๆๆๆ!!! ]

 

“องค์ราชา มีเรื่องด่วนแจ้งเข้ามาครับ!!!”

“มีเรื่องอะไรรึ? รีบแจ้งมาเร็วเข้า!!!”

“ทางทิศตะวันออกมีกองทัพของเหล่าอสูรที่ไม่เคยพบเห็นจำนวนมากกำลังรุดหน้ามายังเมืองของเราครับ!!!”

“.....!!!”

 

     กองทัพที่กำลังรุดหน้าเข้ามายังฟาเออเรียนั้นคือกองทัพจากต่างมิติที่ อูเรนอส อัญเชิญมาจากโลกอื่นโดนการทำสัญญาหรือข้อตกลงหรือกระทั่งล้างสมองเพื่อใช้เป็นกองทัพของตนเอง ทว่าเรื่องราวเหล่านี้กว่า โซล กับ วิงก์ จะรู้ก็เป็นเรื่องหลังจากนี้ไปอีกนานอยู่พอสมควร...

 

     ผลการสู้รบนั้นกองทัพของฟาเออเรียถูกกดดันและแตกพ่ายไปอย่างง่ายดายเนื่องจากความเสียหายของกองทัพจากสงครามเมื่อ 3 เดือนก่อนและการปะทะกับสัตว์อสูรที่เริ่มบุกรุกเข้ามาหลังจากที่คทาแห่งซาลามันเดอร์ถูกทำลายลงไปอีกทั้งกำลังรบจากหน่วงข่าวกรองที่แจ้งเข้ามาให้ทราบนั้นทำให้พวกเขาทราบว่ากำลังของศัตรูนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาลซึ่งหากประเมินด้วยสายตาแล้วคงจะมีจำนวนมากกว่ากองทัพของทางฟาเออเรียถึง 3 เท่าตัว...

 

 

“แบบนี้ไม่ดีแน่... กำลังรบของเราในตอนนี้คงจะไม่...”

“... ยังพอมีทางอยู่ครับ องค์ราชา”

“.....?”

 

     เรื่องที่กองทัพของพวกตนบอบช้ำอยู่นั้น แฟลล์รีส ผู้เป็นราชาย่อมจะรู้ดีรวมไปถึงตัวของ โซล ว่ากำลังรบของพวกเขานั้นไม่อาจรับมือกับศัตรูที่ไม่รู้จักที่มีกำลังพลมากกว่าพวกตน... ชายหนุ่มจึงเสนอตัวเดินทางไปยังเออธูเรียเพื่อใช้นามของ ‘ราชันย์ดาบ’ ในการร้องขอกำลังทหารมาเพื่อช่วยเหลือในการรบ

 

     แผนนี้จัดได้ว่ามีความเสี่ยงสูงอยู่เพราะมีความเป็นไปได้ที่ทางเออธูเรียจะไม่ยอมส่งกำลังเสริมมาและทางฟาเออเรียเองก็ต้องทนรับการโจมตีของศัตรูจนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้นทางฟาเออเรียอาจจะถูกโจมตีจนล่มสลายไปก่อนก็เป็นได้...

 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง... นายจะช่วยปกป้องที่นี่ในขณะที่ชั้นไม่อยู่ใช่ไหม วิงก์?”

“..... หา!?!”

 

     วิงก์ หันกลับมาจ้องมองคู่แข่งของตนอย่างอึ้งๆเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโบ้ยหน้าที่อันหนักอึ้งนี้มาให้กับตนกันง่ายๆซะอย่างนั้น...

 

“นายเองจัดได้ว่าเป็นคนที่มีความสามารถในการบัญชาการรบสูงและมีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชั้น... การที่ชั้นจะฝากฝังให้นายดูแลเมืองนี้แทนชั้นคงไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

“... ท่าทางนายจะไม่เข้าใจอะไรเลยนะ...”

“.....?”

 

     โซล สับสนในการกระทำและท่าทีของคู่แข่งได้เพียงเล็กน้อยก่อนที่ วิงก์ จะเฉลยความจริงอันน่าตื่นตะลึงออกมาให้ฟังว่าเขานี่แหละคือผู้ที่ทำลายคทาแห่งซาลามันเดอร์และเป็นผู้ปลดปล่อย อูเรนอส ออกมาจากที่คุมขังตามคำสั่งของ แวน... โดยเป้าหมายทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เพื่อสู้กับ โซล ในฐานะที่เท่าเทียมกันนั้นเอง!!!

 

[ ... นายในตอนนี้น่ะไม่มีค่าพอจะให้ชั้นสู้ด้วยหรอก... ]

[ ….. ]

 

     ประโยคสั้นๆเพียงประโยคเดียวของ โซล ทำให้ชายหนุ่มหมดกำลังใจที่จะทำอะไรทั้งสิ้น... กว่าที่ วิงก์ จะได้สติกลับมานั้น โซล ก็ออกเดินทางและมุ่งหน้าไปยังเออธูเรียโดยฝากฝังให้ วิงก์ บัญชาการกองทัพของฟาเออเรียแทนเขาเป็นทีเรียบร้อยแล้ว...

 

 

.....

 

[ ตูมๆๆๆ!!! ]

[ เคร๊งๆๆๆ… กี๊ซซซซ~!!! ]

[ อ๊ากกกก!!! ]

 

     การปะทะกับกองทัพอสูรเริ่มต้นขึ้นในเวลาไม่นานนักหลังจากที่ โซล เร่งรีบออกเดินทางไปในขณะที่กองทัพของฟาเออเรียตั้งมั่นภายในตัวเมืองและปกป้องประตูเมืองของพวกตนอย่างสุดความสามารถในขณะที่ชาวเมืองทั้งหมดถูกอพยพเข้าไปภายในตัวปราสาทอย่างเร่งรีบ

 

     แม้จะตั้งมั่นอยู่ในตัวเมืองแต่การบุกอย่างหนักหน่วงของกองทัพอสูรที่พวกเขาไม่รู้จักนั้นกดดันให้เหล่าทหารเสียขวัญในการรบอย่างมากเมื่อ วิงก์ ซึ่งน่าจะทำหน้าที่บัญชาการกองทัพกลับมีอาการเหม่อลอยไม่ได้สติและไม่กระทำการใดๆทั้งสิ้นทำให้ทางกองทัพป้องกันตัวเมืองเอาไว้โดยไม่ได้กระทำการอื่นๆมากเกินความจำเป็น... แต่นั่นกลับเป็นการกระทำที่ผิดพลาด...

 

[ ตูมมมม!!! ]

 

“แย่แล้ว… ทหารทุกนาย!!! มุ่งหน้าไปปกป้องกำแพงเมือง ต้านมันเอาไว้อย่างสุดกำลังและรีบอพยพชาวเมืองออกไปจากพื้นที่นี้โดยด่วนที่สุด!!!”

 

     หัวหน้าหน่อยย่อยรีบสั่งการให้กองทหารเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการระเบิดประตูเมืองซึ่งนั่นส่งผลให้เหล่าอสูรที่บินได้สามารถบินผ่านกองทหารเข้าไปภายในตัวเมืองโดยไม่มีการขัดขวางใดๆทั้งสิ้น...

 

[ กรี๊ดดดด!!! ]

[ เหวอ!?! ]

 

     เหล่าอสูรเข้าโจมตีชาวเมืองที่กำลังอพยพและกัดกินชาวเมืองอย่างหิวกระหายจนหยาดเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งตัวเมือง

 

“ใครก็ได้... ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยย!!!!!”

 

[ ปังๆๆๆๆ!!! ]

[ ปุๆ... กี๊ซซซซ!!?!? ]

[ …..? ]

 

     เสียงหวีดร้องของชาวเมืองซึ่งกำลังถูกจู่โจมนั้นช่วยเรียกสติของ วิงก์ กลับมาจากห้วงความคิดอันสับสนของตนเองและตั้งใจที่จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป

 

“ทหารทุกนายจงฟัง!!! สละกำแพงเมืองและตั้งแนวป้องกันให้กับเมืองโซนเหนือโดยเน้นในการช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับแรก และค่อยๆถอยร่นกลับไปยังตัวปราสาท!!! ย้ำอีกครั้ง...”

“.....!!!”

 

     กำลังทหารทั้งหลายต่างสับสนกับคำสั่งของ วิงก์ อยู่เพียงครู่ทว่าด้วยความสามารถของเหล่าหัวหน้าหน่วยนั้นทำให้พวกเขาคิดได้ว่าการกระจายกำลังทหารออกไปนั้นทำให้ความสามารถในการรบถดถอยลงแต่คำสั่งของชายหนุ่มนั้นจะเป็นการรวมกำลังทหารกลับมาเพื่อเสริมความสามารถของพวกเขานั้นเอง...

 

     ด้วยการวางแผนและบัญชาการรบของ วิงก์ ทำให้สถานการณ์การรบพลิกกลับมาอย่างง่ายดายอีกทั้งกำลังใจของเหล่าทหารก็เพิ่มสูงขึ้นอีด้วย แต่แล้วกำลังทหารของพวกเขากฎต้องประสบกับปัญหาใหม่เมื่อผู้นำทัพฝ่ายศัตรูเดินทางมาถึง

 

[ โฮกกกก!!! / แก๊กๆๆๆ!!!! / เฮฮฮฮ~!!!!! ]

[ …..!!?!? ]

 

     ปีศาจสีดำในชุดจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นในตำแหน่งของแม่ทัพและบัญชาการกองทัพอสูรจนสถานการณ์พลิกกลับอีกครั้งหนึ่งในบัดดล การโจมตีของเหล่าอสูรเป็นไปอย่างรัดกุมและดุดันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจน วิงก์ ต้องรีบสั่งให้เหล่าทหารถอยกำลังกลับไปยังตัวปราสาทพร้อมๆกับประชาชนกลุ่มสุดท้าย

 

“ตั้งหลักอยู่บนกำแพงปราสาท!!! อย่าปล่อยให้ศัตรูหน้าไหนบุกผ่านกำแพงปราสาทเข้าไปได้แม้แต่ตัวเดียว!!! ปกป้องชาวเมืองเอาไว้ให้จงได้!!!”

“อะ... โอ้ววว!!!!!”

 

[ เคร๊งๆๆ!!! / ฉึกๆๆๆ!!! ]

[ ฮู่มมม!!! / กี๊ซซซ!?! ]

 

     การรบดำเนินตลอดไปทั้งวันทั้งคืนท่ามกลางการบัญชาการรบอย่างสุดความสามารถของ วิงก์ ทำให้กองทัพของฟาเออเรียนั้นสามารถต้านทานการบุกของกองทัพอสูรเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ทว่ากำลังของมนุษย์นั้นย่อมมีขีดจำกัด... แม้จะมีกำลังใจและกลยุทธ์ชั้นยอดทว่าในท้ายที่สุดแล้วเหล่าทหารก็ไม่อาจยืนหยัดต่อไปได้อีกหลังจากที่ต้องทนรับการจู่โจมอย่างหนักหน่วงยาวนานถึง 3 วัน 3 คืน...

 

 

.....

 

[ กึ้ง!!! / แฮ่กๆๆๆ... ]

 

     เหล่าทหารต่างปักอาวุธของตนลงบนกำแพงปราสาทเพื่อค้ำยันกายด้วยความเหนื่อยล้าเมื่อกำลังกายของพวกเขาดำเนินมาจนถึงขีดสุด ทว่ากองทัพอสูรยังคงมีจำนวนมายมายมหาศาลจนปิดล้อมตัวปราสาทเอาไว้ในทุกๆด้านท่ามกลางความสิ้นหวังของเหล่าทหารแห่งฟาเออเรีย

 

[ ตูมมมมม!!! ]

[ แกรกๆๆๆ... ]

 

     กำแพงปราสาทถูกทลายลงจนเศษหินปลิวว่อนไปในอากาศพร้อมๆกับการบุกทะลวงของกองทัพอสูรที่มองดูราวกับราวกับน้ำหลากจากมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

 

( มาได้แค่นี้อย่างนั้นเหรอ... )

 

     วิงก์ ซึ่งออกไปต่อสู้ในแนวหน้าด้วยตนเองรวมถึงสั่งการกองทัพอย่างต่อเนื่องนั้นกำลังกัดฟันอย่างสิ้นหวัง ในขณะที่กองทัพอสูรพังกำแพงปราสาทและบุกเข้ามายังแนวรบชั้นสุดท้ายซึ่ง วิงก์ และกำลังทหารที่เหลือรอดทั้งหมดกำลังเตรียมสู้แบบถวายชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

 

[ ตูมๆๆๆๆ!!! ]

[ ฮู่มมม!!! / กี๊ซซซ~!!?!? ]

 

     เกิดการระเบิดขึ้นภายนอกตัวเมืองอย่างรุนแรงท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าอสูรและสีหน้าประหลาดใจของพวก วิงก์ ซึ่งกำลังมองไปยังทิศตะวันออกซึ่งบัดนี้กองทัพขนาดใหญ่ซึ่งชูธงรบของเออธูเรียกำลังเคลื่อนตัวลงมาจากเนินเขาด้วยการนำของราชันย์ดาบ โซล รีพเปอร์...

 

     ด้วยการช่วยเหลือจากกองทัพเสริมทำให้กองทัพอสูรถูกตีกระหนาบและกวาดล้างไปจนหมดสิ้น... โซล และ วิงก์ ร่วมแรงร่วมใจกันและโค่นล้มแม่ทัพของฝ่ายศัตรูลงจนได้ท่ามกลางความสงสัยบางประการ ว่าอีกฝ่ายต่อสู้เพื่ออะไร? และจุดประสงค์ที่อีกฝายทำตามคำสั่งของ อูเรนอส คืออะไรกันแน่?

 

“ขอบใจพวกเจ้าที่ช่วยปลดผนึกข้าจากการควบคุมของเจ้าเทพนั่น... พ่อขอโทษด้วยนะ... คีฟา... ที่พ่อไม่อาจกลับไปหาเจ้าได้อีกต่อไปแล้ว...”

 

[ …..? ]

 

     นั่นคือประโยคทิ้งท้ายก่อนที่จะสิ้นลมของแม่ทัพอสูรที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่บุคคลชั่วร้ายอย่างที่พวกเขาคาดเอาไว้... ซึ่งประโยคดังกล่าวนี้ยังสร้างความฉงนให้กับคนทั้งคู่ว่ามันสื่อถึงไร แต่กว่าพวกเขาจะเข้าใจถึงความหมายของมันนั้นก็เป็นเวลานับจากนั้นไปอีกหลายปี...

 

 

.....

 

     หลังจากสงคราม ณ ฟาเออเรียสงบลงได้ไม่นานทางหน่วยสอดแนมก็มีการรายงานเข้ามาว่ากองทัพผีดิบเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาจากทางโบราณสถานของ อูเรนอส ทำให้ โซล และ วิงก์ ต้องรีบออกเดินทางเพื่อนำกองทัพผสมของฟาเออเรียและเออธูเรียต้องรีบเคลื่อนพลออกไปเพื่อสกัดพวกมันเอาไว้ในทันที

 

     โซล ซึ่งเดินทางกลับมาจากเออธูเรียนั้นมีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกกล่าวกับ วิงก์ ทว่าในระหว่างการเดินทัพของพวกเขานั้นดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพยายามหลบหน้าจากเขาจนกระทั่งในคืนที่ 3 ของการเดินทัพ ซึ่งเป็นคืนก่อนที่กองทัพผสมจะเข้าปะทะกับกองทัพของ อูเรนอส นั่นเอง...

 

“มาหลบอยู่ที่นี่เองเหรอ?”

“.....”

 

     จุดที่ โซล หาตัว วิงก์ พบนั้นคือบนเนินเขาสูงซึ่งเคยเป็นสถานที่ๆทั้งคู่ต่อสู้กันครั้งแรกในสงครามนักรบทาส...

 

“ทำนายถึงต้องหลบหน้าชั้นด้วย?”

“... หลบหน้า? ชั้นก็แค่อยากได้เวลาทำใจเท่านั้นแหละ...”

“ทำใจเพื่ออะไร? เพื่อการต่อสู้ที่จะมาถึงหรือว่า... หืม!!?!?”

 

[ เปรี้ยงงง!!! ]

[ …..!?! ]

 

     ดาบของทั้งคู่ปะทะเข้าหากันและกันท่ามกลางสีหน้าตื่นตะลึงองโซล และการบุกโจมตีอย่างเต็มกำลังของ วิงก์ ทำให้บริเวณดันกล่าวเกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรี... จนกระทั่งผลของการต่อสู้ปรากฏสู่สายตาของคนทั้งคู่

 

[ เคร๊ง!!! กึก... ]

[ ….. ]

 

     ใบดาบเรียวของ โซล พาดลงบนลำคอของ วิงก์ ซึ่งบัดนี้ดาบคู่ใจได้ถูกปัดจนกระเด็นหลุดมือออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากแต่สีหน้าของราชันย์ดาบกลับไม่ได้แสดงความปลื้มปิติออกมาแม้แต่น้อยเนื่องจากอีกฝ่ายไม่ยอมใช้พลังของผลึกธาตุเข้าต่อกรกับตนเอง

 

     วิงก์ สารภาพว่าเขาต้องการที่จะตายเพื่อชดใช้ความผิดที่ตนเองปลดปล่อย อูเรนอส ออกมาจนเป็นเหตุให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่การจะให้เขาตายจากไปเฉยๆโดยยังไม่ได้สู้ตัดสินกับ โซล ซึ่งเป็นคู่แข่งของเขานั้นเป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงย้อนกลับมายังสถานที่ในความทรงจำของเขาเพื่อใช้ที่นี่เป็นที่ตายของเขาเอง...

 

“แก... ไอ้บ้าเอ้ย!!!”

 

[ ผัวะ!!! / อ๊อก... ]

 

     กำปั้นของ โซล กระแทกเข้าใส่ใบหน้าของ วิงก์ เพื่อช่วยเรียกสติของอีกฝ่าย ก่อนที่ราชันย์ดาบจะช่วยเรียกสติของอีกฝ่ายกลับมาและบอกกับอีกฝ่ายว่าพวกเขายังไม่ได้สิ้นหวังไปซะทีเดียว... และผู้ที่จะช่วยจุดประกายความหวังนั้นให้เปล่งประกายก็คือตัวของ วิงก์ นั่นเอง

 

     โซล ซึ่งเดินทางไปยังเออธูเรียนั้นได้เข้าไปขอคำปรึกษาจากสภานักปราชญ์และได้รับบันทึกเกี่ยวกับข่ายมนตราโบราณมา 1 ม้วน แต่สิ่งที่กระตุ้นให้เขารู้สึกมีหวังนั้นก็เพราะภาพอาวุธของ วิงก์ รวมไปถึงผลึกธาตุทั้ง 8 ปรากฏอยู่ในม้วนคัมภีร์นั้นโดยเหล่านักปราชญ์กล่าวว่าอาวุธของ วิงก์ และผลึกธาตุต่างๆนั้นมีพลังมากพอที่จะปิดผนึก อูเรนอส ให้หายไปตลอดกาลได้ โซล จึงนำม้วนคัมภีร์นั้นกลับมามอบให้กับอีกฝ่ายซึ่งหนีหน้าเขามาตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เอง

 

     วิงก์ ซึ่งได้สติจากหมัดของอีกฝ่ายนั้นอดหัวเราะให้กับความโง่เง่าของตนเองไม่ได้และกล่าวของใจ โซล ที่ช่วยเรียกสติของเขากลับมาก่อนที่คนทั้งคู่จะเดินทางกลับไปยังค่ายพักพร้อมกับกำลังใจที่เต็มเปี่ยมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

     ทว่าในห้วงราตรีนั้นเองที่ วิงก์ ต้องพบกับความจริงอันน่าเศร้าบางอย่างซึ่งแอบซ่อนอยู่ภายในม้วนคัมภีร์ที่ โซล นำมาให้นั้นเอง...

 

 

.....

 

     กองทัพของ โซล และ วิงก์ เข้าปะทะกับกองทัพผีดิบซึ่งมีซากศพของเหล่าอสูรที่ตายไปในสงครามก่อนหน้านี้เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งหากคาดคะเนด้วยสายตาแล้วกองทัพซากศพเหล่านี้มีจำนวนเหนือกว่าพวกเขาอยู่หลายช่วงตัวทีเดียว

 

     ราชันย์ดาบและจ้าวกลยุทธ์ตีฝ่ากองทัพเหล่านั้นเข้าไปเพียงลำพังโดยมีกองทัพของพวกเขารับหน้าที่ป้องกันไม่ให้เหล่าผีดิบเล็ดรอดไปยังตัวเมืองในขณะที่พวกเขาตรงเข้าไปเพื่อตัดสินกับ อูเรนอส อีกครั้งหนึ่ง

 

.....

 

     ณ โบราณสถานที่ โซล และ วิงก์ เคยปลดผนึก อูเรนอส ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นบัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็นสวนดอกไม้ท่ามกลางซากปรักหักพังซึ่งผู้เป็นเทพกำลังนั่งอยู่บนกองหินและทอดยิ้มให้กับหมู่แมกไม้โดยรอบร่างของตน

 

“แหมๆๆ... ปล่อยให้ผมรอเสียจนเงกเลยนะครับ... แล้วกลับมานี่หวังว่าพวกคุณคงช่วยคลายความเบื่อของผมได้ใช่ไหมครับ?”

“อย่าพูดมากไปหน่อยเลยน่า!!! / วันนี้แหละพวกเราจะจัดการแกให้ดู!!!”

“ถ้าอย่างนั้น... เชิญลงมือได้เลยครับ!!!”

 

[ ควับๆๆ เคร๊ง!!! ]

[ ปังๆๆๆๆ!!! ]

 

     โซล กระโจนเข้าไปปะทะกับอีกฝ่ายในระยะประชิดโดยมี วิงก์ รับหน้าที่ยิงสนับสนุนในระยะใกล้ๆนั้นทำให้การต่อสู้ของพวกเขาสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียวจน อูเรนอส ทำได้เพียงตั้งรับการจู่โจมเหล่านั้นอยู่พักใหญ่ๆ... ทว่า

 

“ถ้าพวกคุณไม่มีอะไรสนุกๆมาหใผมชมอีกละก็... ผมจะเริ่มโต้กลับละนะครับ!!!”

 

[ บรึ้มมม!!! ]

[ อั๊ก!?! / อ๊าก!!! ]

 

     ร่างของทั้งคู่กระเด็นถอยหลังไปในระยะไกลท่ามกลางคลื่นพลังที่ห่อหุ้มร่างของ อูเรนอส และแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยที่ โซล เคยผนึกอีกฝ่ายเมื่อ 3 เดือนก่อนอย่างทาบกันไม่ติด

 

“คิดว่ามีแกฝ่ายเดียวที่พัฒนาขึ้นรึยังไง!!! อัญเชิญนาคาเพลิง!!!”

 

[ ครืนนนนน!!! ]

 

     โซล เรียงงูเหลือมเพลิงออกมาจากดาบคู่กายและตรงเข้าโรมรันกับอีกฝ่ายในขณะที่ วิงก์ เริ่มบรรจุผลึกธาตุทั้ง 8 ลงไปภายในดาบของตนตามที่ในคัมภีร์เขียนเอาไว้และรอจังหวะที่ โซล เปิดช่องว่างในการโจมตีให้กับเขา

 

[ เปรี้ยง!!! ตึง!!! โครม!!! ]

[ ….. ]

 

     การจู่โจมของ โซล นั้นเต็มไปด้วยความแม่นยำ หนักแน่นและรุนแรงทว่า อูเรนอส กลับสามารถป้องกันการจู่โจมทั้งหมดนั้นได้อย่างรัดกุมจน วิงก์ ไม่สามารถหาช่องทางโจมตีได้จนกระทั่ง...

 

[ เคร๊ง… ]

[ แย่แล่ว!!! ]

 

     ดาบของ โซล ถูกซัดจนกระเด็นหลุดออกไปจากมือท่ามกลางสีหน้าตื่นตะลึงของชายหนุ่มและรอยยิ้มเยาะของ อูเรนอส ซึ่งหันปลายดาบเข้าหาร่างของ โซล และตวัดแขนแทงเข้าใส่ราชันย์ดาบอย่างไม่รอช้า

 

“สู้กับคุณผมสนุกมาก... แต่มันจบกันเพียงเท่านี้แหละ!!!”

 

[ สวบบบ… / …..!?! ]

 

     ดาบแสงของ อูเรนอส เสียบทะลุร่างของ วิงก์ ซึ่งกรดจนเข้ามารับการจู่โจมนั้นด้วยรอยยิ้ม... ในขณะที่ปลายดาบของจ้าวกลยุทธ์ชี้สวนเข้าใส่อีกฝ่ายในระยะประชิด

 

“ในกลยุทธ์ของชั้นจ้าวกลยุทธ์ วิงก์ สกายไฮก์ไม่เคยมีการสละชีวิตของใครมาก่อน... และนี่จะเป็นกลยุทธ์สุดท้ายของชั้นเพื่อปิดผนึกแกเทพ อูเรนอส!!! [ กรงขังแห่งท้องนภา!!! ] ”

 

[ Endless sky Jail!!! ]

[ วาบ... เปรี้ยงงงง!!! ]

[ อุ๊บ!?! ]

 

     กระสุนแสงสีขาวอัดเข้าใส่ลำตัวของ อูเรนอส ในระยะประชิดจนร่างของอีกฝ่ายลอยขึ้นไปบนฟากฟ้าก่อนที่กระสุนแสงนั้นจะแตกตัวออกเป็นอักขระมนตราซึ่งแผ่ขยายออกไปทั่วแผ่นฟ้าพร้อมๆกับหลุมดำที่แหวกออกมาและกลืนร่างของ อูเรนอา เข้าไปไว้ภายในนั้น

 

“ฮ่าๆๆๆๆ!!! มนุษย์นั้นทำให้ข้าประหลาดใจได้ทุกยุคทุกสมัยจริงๆด้วย!!! โซล... วิงก์... แล้วข้าจะกลับมาสู้กับพวกเจ้าอีก!!! จงรอการกลับมาของข้าให้ดีละ ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

“.....”

 

[ เปรี๊ยะๆๆๆๆ... ]

 

     กระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านไปทั่วผืนนภาในขณะที่หลุมดำใจกลางฟากฟ้าปิดตัวลง... หากแต่อักขระมนตราที่เกิดจากกระสุนแสงของ วิงก์ นั้นกลับยังไม่ยอมเลือนหายไปและส่องแสงกระพริบถี่ๆราวกับว่ามันกำลังจะสูญสลายไปอย่างไรอย่างนั้น

 

“อะไรน่ะ? ทำไมอักขระบนฟ้าถึงแสดงท่าทีแบบนั้นออกมา?”

“หึๆๆๆ... เพราะการที่ผนึกนี้จะสมบูรณ์ได้... มันจะต้องใช้ชีวิตของผู้ร่ายคาถาเป็นเครื่องสังเวย ซึ่งเป้นสาเหตุที่ทำให้ชั้นยอมสละชีวิตเข้าไปรับการโจมตีแทนนานยังไงล่ะ...”

“อะไรนะ!?!”

 

     โซล ส่งเสียงตวาดก้องเมื่อได้ยินว่า วิงก์ ตั้งในสละชีวิตของตนเองตั้งแต่แรกเนื่องจากเขายังยึดมั่นว่าตนเองสมควรที่จะชดใช้ความผิดที่ตนเองก่อขึ้นมาท่ามกลางสีหน้าโกรธเคืองของ โซล ซึ่งกำลังพยุงร่างของสหายศึกขึ้นมาท่ามกลางกองเลือด

 

“วิงก์ แกจะมาตายในที่แบบนี้ไม่ได้นะ!!! แกจะต้องอยู่ชดใช้ความผิดที่แกก่อขึ้นมาเซ่!!!”

“ฮึๆๆ... ชั้นกำลังจะได้ชดใช้ความผิดของชั้นแล้ว... นายมีอะไรไม่พอใจรึยังไง?”

“เจ้าบ้า!!! ชีวิตของนายยังทำประโยชน์ให้ผู้คนได้อีกตั้งมากมาย!!! แล้วนายจะมายอมตายไปง่ายๆแบบนี้น่ะเรอะ!!!”

“ถึงยังไงชั้นก็ต้องยอมสละชีวิตของตัวเอง... ไม่เช่นนั้น อูเรนอส จะย้อนกลับมายังผืนพิภพอีก หรือนายจะยอมให้เป้นแบบนั้นกันล่ะ?”

“โธ่เว้ย!!!!!”

 

[ ตึงงง... ]

 

     โซล ซัดกำปั้นของตนลงบนตัวพื้นด้วยความเคียดแค้นที่ตนเองนั้นไร้พลังจนไม่อาจปกป้องสหายศึกคนสำคัญเฉกเช่นเดียวกับคราก่อนที่เขาไม่อาจช่วยบิดาของตนเอาไว้ได้... ทว่าในช่วงเวลาอันแสนจะสิ้นหวังนั้นเองที่ร่างของใครบางคนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขา

 

“อย่าเศร้าเสียใจไปเลยน่า... / พวกเราจะช่วยพวกนายเอง”

“.....!?! / …..???”

 

     ร่างแสงของสหายร่วมรบของ โซล และ วิงก์ แม่ทัพอสูรที่บุกจู่โจมเมือง และประชาชนที่ตายไปในสงครามต่างปรากฏตัวขึ้นในสภาพของวิญญาณและยิ้มให้กับพวกเขาพร้อมบอกว่าพวกตนยินดีที่จะสละดวงวิญญาณของพวกเขาเพื่อปิดผนึก อูเรนอส เอาไว้ และร้องขอให้ วิงก์ มีชีวิตอยู่ต่อไปแทนในส่วนของพวกเขาอีกด้วย

 

“ขอบคุณพวกนายมาก / พวกเราไม่โกรธอะไรนายหรอก / ปกป้องเมืองของพวกเราต่อไปด้วยนะ / ฯลฯ”

 

     น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลเอ่อขึ้นมาในดวงตาของจ้าวกลยุทธ์เนื่องจากเขาไม่คิดว่าตนเองนั้นจะได้รับการให้อภัยและได้รับคำสรรเสริญจากเหล่าวิญญาณเบื้องหน้าพวกเขา จนกระทิ้งวิญญาณของแม่ทัพอสูรเข้ามาลาพวกเขาเป็นดวงสุดท้าย

 

“ข้าขอฝากฝังอะไรพวกเจ้าสักเล็กน้อย... อีกไม่นานบุตรชายของข้าอาจจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับความเคียดแค้นที่ข้าต้องมาจบชีวิตลง ณ โลกแห่งนี้... แต่ข้าอยากขอให้พวกเจ้าช่วยปัดเป่าความแค้นเหล่านั้นและช่วยเป็นเพื่อนกับเขาทีเถิดนะ...”

 

[ วิ้ง... วาบ!!! ]

 

     เหล่าวิญญาณแปรสภาพเป็นอณูแสงและลอยละล่องขึ้นไปตามอักขระมนตราจุดต่างๆบนฟากฟ้าจนกระทั่งอักขระทั้งหลายจางหายไปและกลืนเข้ากับฟากฟ้าสีครามจนท้องฟ้ากลับมาเป็นผืนนภาอันงดงามดังเดิม

 

 

.....

 

     โซล พาตัว วิงก์ เข้าพบกับ แฟลล์รีส ราชาแห่งฟาเออเรียและ อูเธอร์ ราชาแห่งอูเธอเรียเพื่อแจ้งความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับสงครามซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยความละโมบและมักใหญ่ใฝ่สูงของเคาท์ แวน เด ดีไลลา ความผิดที่เขาทำลายคทาแห่งซาลามันเดอร์และความผิดที่เขาปลดปล่อย อูเรนอส ออกมาจากผนึกที่คุมขัง

 

     ราชาทั้ง 2 เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมดแล้วก็ไม่ได้กล่าวโทษอะไรกับ วิงก์ และละโทษทั้งหมดให้กับชายหนุ่มในฐานะที่เขามีความดีความชอบในการนำกองทัพของฟาเออเรียเข้าต่อสู้กับกองทัพอสูรจนสามารถปกป้องชีวิตของชาวเมืองจำนวนมากเอาไว้ได้และพระราชทานสมญานาม [ จ้าวกลยุทธ์ ] ให้กับชายหนุ่มพร้อมทั้งประกาศถึงตัวตนและการคงอยู่ของ วิงก์ ไปทั่วทั้งราชอาณาจักร

 

     วิงก์ ได้รับความดีความชอบและความยิ่งใหญ่ตามที่เขามั่นหมายเอาไว้ ซึ่งตำแหน่งที่เขาได้รับนั้นเป็นตำแหน่งที่มีความทัดเทียมกับ [ ราชันย์ดาบ ] ของ โซล ที่เขานับเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งทว่าเขายังไม่อาจยอมรับได้ว่าตนเองนั้นมีฝีมือมากพอจะรับตำแหน่งนั้นเขาจึงรับตำแหน่งแต่เพียงในนามและออกเดินทางพร้อมกับ โซล เพื่อฝึกฝนฝีมือของตนเองจนกว่าเขาจะพร้อมรับสมญานามนี้อย่างแม่จริง...

 

[ Fin : Episode X-2 ]

 

-----

 

     ราชันย์ดาบ และ จ้าวกลยุทธ์ จัดได้ว่าเป็นคู่หูไร้พ่ายในตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกันมา ว่ากันว่ากองทัพใดที่มีบุรุษทั้ง 2 นายนี้นำทัพจักไม่พบกับความปราชัย... ทว่าสิ่งที่แม่ทัพอสูรฝากฝังพวกเขาเอาไว้นั้นยังคงคาใจพวกเขาทั้ง 2 ตลอดมาจนกระทิ้งวันเวลาล่วงเลยผ่านไป 3 ปีก่อนที่ตำนานบทใหม่ซึ่งสืบเนื่องต่อไปจากตำนานของบุรุษทั้ง 2 นี้จะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง...

 

Episode X-3 : อสุราจอมทำลายล้าง

 

Coming Soon...